ประวัติโดยย่อ อาจารย์คม ไตรเวทย์ จอมขมังเวทย์เมืองสุพรรณบุรี
ท่านอาจารย์คม ไตยเวทย์ ฆราวาสผู้เรืองวิทยาอาคม อันดับ 1เมืองขุนแผนสุพรรณบุรี และภาคกลาง ท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในพระเวทย์คัมภีร์ไสยศาสตร์ลี้ลับมากมาย อ.คม ท่านเป็นศิษย์ของ ลพ พุฒ วัดกลางบางพระ ครูบาแก้ว วัดร่องดู่ ลพ พล ปุญญกาโม และสุดยอดฆราวาสด้าน คาถาอาคมอย่าง .อาจารย์อมร ศรีมาโนช ฆราวาสที่เก่งด้านมหาเสน่ห์ ชาวพม่า และฉุย วงศ์สุวัณ
เกี่ยวกั บอาจารย์คม ไตรเวทย์ ท่านเป็นคนชอบเก็บตัวเงียบๆ ไม่แสดงตัวว่าตนเก่ง คนที่ใช้ของๆท่าน เกิดประสบการณ์มากมายจนมีศิษย์ทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ปัจุบันมีสื่อเริ่มค้นหาท่านและลงประวัติอย่างมากมายตามหนังสือ และโทรทัศน์ อ.คม ก่อนบวชเรียนท่านเป็นช่างแกะสลัก ที่มีฝีมือสุดยอด ท่านจะออกแบบเครื่องราง สวยงามและ เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองยากจะเลียนแบบ คล้ายๆกับอาจารย์เฮง ไพวัลย์
นอกจากนี้ท่านได้ศึกษาเวทย์มนต์คาถาต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการเข้าฌาณฝึกพลังจิต กระทั่งมีวิทยาอาคมแก่กล้า ปลุกเสกวัตถุมงคลเข้มขลังของจริง จนกลายเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาลูกศิษย์ไทยและต่างประเทศ
ความแตกต่างของ เครื่องรางสายพระ กับฆราวาสอย่างไหนแรงกว่ากัน ด้านพลังพุทธคุณพระเสกย่อมแรงกว่า และเมตตามหานิยมสูงกว่า แต่สิ่งที่พระเสกให้ไม่ได้คือการดลจิตดลใจให้คนเกิดความรัก(ฉันสามีภริยา) เพราะนั้นหมายถึงการอาบัติอย่างร้ายแรงเทียบเท่าการฆ่าสิ่งมีชีวิต ดังนั้นเครื่องรางสายฆราวาสจึงมีอนุภาพด้านเสน่ห์ ด้านการกระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศมากกว่า แรงกว่า และหากผู้เสกที่เป็นฆราวาสเป็นผู้มีวิชาอาคมมาก และสร้างถูกต้องตามตำรา ย่อมมีพลังสูงมาก
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
อาจารย์เพิ่ม พรายดำ The Biography of Archan Perm Praidam
ประวัติโดยย่อ อาจารย์เพิ่ม พรายดำ
อาจารย์เพิ่ม พรายดำ ฆราวาสนักเล่นไสยศาสตร์ ชื่อเสียงโด่งดังจากเครื่องรางอาถรรพณ์ “พรายดำ” สุดยอดเครื่องรางเสน่หา ที่ได้รับความเชื่อถือจากศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาจารย์อยู่ในแวดวงไสยศาสตร์มาพอสมควรและได้รับการครอบครูจาก อาจารย์ลอย และ อาจารย์สวน สองผู้เฒ่า หมอส่วยเมืองสุรินทร์ พ่อครูสิงห์ เมืองอุบลราชธานี และศึกษาพุทธาคมจากพระอาจารย์นคร วัดศาลาแดง กรุงเทพ ศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวมาเลย์เซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เอาไปใช้แล้วได้ผล
The history of Archan Perm Praidam
The ordinary man who plays black magic , all respects from Thais and foreigners from the sacred “Praidam”“ including Singapore, Hong Kong, Japan and others.
Later, it has been krobkruu by Archan Loi and Sanguan-two old men from Surin, Phor Kruu Singha, Ubolratchathani and studied Buddha science from Achan Nakorn, Wat saladaeng, Bangkok.
Besides, many respective persons go to tattoo and bring good things for their lives that make their lives better, fates are better and luck will come always and easily.
Moreover,Praidam of Ajarn is well-known, built and become out of order in every batch because the respecter uses and has an immediate result. It makes of sacred that spiritual power and Katha are strong from the masters which have no mortal.
The miracle object of every kind of Archan is well-known in Singapore which has a strong experience. Finally, we dare for your test and you will know the change in love, kind and charm directly.
อาจารย์เพิ่ม พรายดำ ฆราวาสนักเล่นไสยศาสตร์ ชื่อเสียงโด่งดังจากเครื่องรางอาถรรพณ์ “พรายดำ” สุดยอดเครื่องรางเสน่หา ที่ได้รับความเชื่อถือจากศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาจารย์อยู่ในแวดวงไสยศาสตร์มาพอสมควรและได้รับการครอบครูจาก อาจารย์ลอย และ อาจารย์สวน สองผู้เฒ่า หมอส่วยเมืองสุรินทร์ พ่อครูสิงห์ เมืองอุบลราชธานี และศึกษาพุทธาคมจากพระอาจารย์นคร วัดศาลาแดง กรุงเทพ ศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวมาเลย์เซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง เอาไปใช้แล้วได้ผล
The history of Archan Perm Praidam
The ordinary man who plays black magic , all respects from Thais and foreigners from the sacred “Praidam”“ including Singapore, Hong Kong, Japan and others.
Later, it has been krobkruu by Archan Loi and Sanguan-two old men from Surin, Phor Kruu Singha, Ubolratchathani and studied Buddha science from Achan Nakorn, Wat saladaeng, Bangkok.
Besides, many respective persons go to tattoo and bring good things for their lives that make their lives better, fates are better and luck will come always and easily.
Moreover,Praidam of Ajarn is well-known, built and become out of order in every batch because the respecter uses and has an immediate result. It makes of sacred that spiritual power and Katha are strong from the masters which have no mortal.
The miracle object of every kind of Archan is well-known in Singapore which has a strong experience. Finally, we dare for your test and you will know the change in love, kind and charm directly.
พระครูสุวรรณสารธรรม (หลวงพ่อทองหยด ฐิตสาโร) วัดบางเลน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ประวัติ พระครูสุวรรณสารธรรม (หลวงพ่อทองหยด ฐิตสาโร)
ศิษย์เอก พระครูไข่ ธัมมะรังสี
ชื่อเดิม ทองหยด นามสกุล มุลินิล เกิด 17 สิงหาคม พ.ศ.2470 บิดาชื่อนายนุ่น มุลินิล มารดาชื่อ นางอยู่ มุลินิล เกิดที่บ้านบางทองหลาง ต.กฤษณา อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาเมื่อ วันที่ 31 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2496 ณ.พัทธสีมาวัดบางเลน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านจำพรรษาอยู่วัดบางเลนมาโดยตลอด ได้รับการดูแล สอนธรรมมาวาท จากหลวงปู่ไข่ ธัมมะรังสี มีผลงานและคุณูปการมากมายต่อชาวบ้านอำเภอบางปลาม้า ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเลน ปีพ.ศ.2517 ต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูไข่ ธัมมะรังสี
อุปนิสัยของท่าน ย้อนกลับไปเมื่อสมัยบวชใหม่ๆ ท่านเล่าว่าวัดบางเลนยังมีสภาพเป็นป่า เต็มไปด้วยสาราสัตว์น้อยใหญ่ ต้องอาศัยการเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก ช่วงเข้าพรรษาจะมีภิกษุมาบวชมากมาย แต่หลังจากออกพรรษา จะเหลือพระเพียง 2-3 รูป คือท่านกับหลวงพ่อไข่ ธัมมะรังสี ท่านได้ช่วยหลวงลุงของท่านทำงานทุกอย่างในวัด ตั้งแต่การก่อสร้างศาสนวัตถุในวัด รวมถึงศาสนสถาน ทำให้วัดบางเลนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆของพระครูไข่ ในด้านการปกครองวัด ทั้งการควบคุมสิ่งก่อสร้าง ทั้งอุโบสถและศาลาการเปรียญ ท่านเป็นที่รักใคร่เมตตาของพระครู่ไข่อย่างที่สุด ว่ากันว่าท่านเป็นเสมือนตัวแทนหลวงปู่ไข่ ทำให้วัดบางเลน เจริญรุดหน้าถึงทุกวันนี้
ตลอดชีวิตการบวชของท่าน สิ่งที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำคือการทำวัตรสวดมนต์ ทั้งเช้าและเย็น จนเป็นที่กล่าวขานว่าเสียงกลองและเสียงระฆังไม่เคยขาดจากวัดบางเลน ท่านเป็นพระที่ดำเนินตามรอยปฏิปทาของหลวงพ่อพระครูไข่ ธัมมะรังสี คือ มักน้อย สันโดษ ปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสตามแนวทางทีองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ของลูกศิษย์และสาธุชนทุกคนที่ได้รู้จักวัตรของท่าน
ท่านได้ดูแลโยมบิดา และโยมมารดา จนทั้งสองท่านสิ้นอายุขัย หลวงพ่อทองหยด ได้รับการยอมรับเรื่องความกตัญญูสูงส่ง ตลอดชีวิตของท่านได้บำเพ็ญคุณงามความดีมาโดยตลอดทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้คนรอบข้าง ท่านได้มรณภาพเมื่อ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 สิริอายุได้ 78 ปี พรรษาที่ 51
ศิษย์เอก พระครูไข่ ธัมมะรังสี
ชื่อเดิม ทองหยด นามสกุล มุลินิล เกิด 17 สิงหาคม พ.ศ.2470 บิดาชื่อนายนุ่น มุลินิล มารดาชื่อ นางอยู่ มุลินิล เกิดที่บ้านบางทองหลาง ต.กฤษณา อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านได้บรรพชาเมื่อ วันที่ 31 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2496 ณ.พัทธสีมาวัดบางเลน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านจำพรรษาอยู่วัดบางเลนมาโดยตลอด ได้รับการดูแล สอนธรรมมาวาท จากหลวงปู่ไข่ ธัมมะรังสี มีผลงานและคุณูปการมากมายต่อชาวบ้านอำเภอบางปลาม้า ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเลน ปีพ.ศ.2517 ต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูไข่ ธัมมะรังสี
อุปนิสัยของท่าน ย้อนกลับไปเมื่อสมัยบวชใหม่ๆ ท่านเล่าว่าวัดบางเลนยังมีสภาพเป็นป่า เต็มไปด้วยสาราสัตว์น้อยใหญ่ ต้องอาศัยการเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก ช่วงเข้าพรรษาจะมีภิกษุมาบวชมากมาย แต่หลังจากออกพรรษา จะเหลือพระเพียง 2-3 รูป คือท่านกับหลวงพ่อไข่ ธัมมะรังสี ท่านได้ช่วยหลวงลุงของท่านทำงานทุกอย่างในวัด ตั้งแต่การก่อสร้างศาสนวัตถุในวัด รวมถึงศาสนสถาน ทำให้วัดบางเลนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆของพระครูไข่ ในด้านการปกครองวัด ทั้งการควบคุมสิ่งก่อสร้าง ทั้งอุโบสถและศาลาการเปรียญ ท่านเป็นที่รักใคร่เมตตาของพระครู่ไข่อย่างที่สุด ว่ากันว่าท่านเป็นเสมือนตัวแทนหลวงปู่ไข่ ทำให้วัดบางเลน เจริญรุดหน้าถึงทุกวันนี้
ตลอดชีวิตการบวชของท่าน สิ่งที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำคือการทำวัตรสวดมนต์ ทั้งเช้าและเย็น จนเป็นที่กล่าวขานว่าเสียงกลองและเสียงระฆังไม่เคยขาดจากวัดบางเลน ท่านเป็นพระที่ดำเนินตามรอยปฏิปทาของหลวงพ่อพระครูไข่ ธัมมะรังสี คือ มักน้อย สันโดษ ปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสตามแนวทางทีองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ของลูกศิษย์และสาธุชนทุกคนที่ได้รู้จักวัตรของท่าน
ท่านได้ดูแลโยมบิดา และโยมมารดา จนทั้งสองท่านสิ้นอายุขัย หลวงพ่อทองหยด ได้รับการยอมรับเรื่องความกตัญญูสูงส่ง ตลอดชีวิตของท่านได้บำเพ็ญคุณงามความดีมาโดยตลอดทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้คนรอบข้าง ท่านได้มรณภาพเมื่อ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 สิริอายุได้ 78 ปี พรรษาที่ 51
หลวงพ่อพุฒ วัดกลางบางแก้ว พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร มรณะแล้ว)
หลวงพ่อพุฒ สุนทโร พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
นามเดิมนั้นท่านมีชื่อว่า พุฒ นามสกุล หาญสมัย เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปี จอ ณ บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม บิดาของท่านชื่อ นายขำ หาญสมัย มารดาของท่านชื่อนางปาน หาญสมัย ซึ่งท่านมีพี่น้องด้วยกัน 5 คน คือ 1. นางสาวบุญรอด หาญสมัย (ถึงแก่กรรมแล้ว) 2. พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) 3. นางปุ่น นาคละมัย 4. นายปั่น หาญสมัย 5. นางบุญนาค กลั่นสนิท (ถึงแก่กรรมแล้ว)
การศึกษาเล่าเรียนนั้น หลวงพ่อพุฒ ท่านได้ความรู้ติดตัวและได้เรียนมาจากวัด ซึ่งต่อมาหลวงพ่อพุฒได้จบการศึกษาสายสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ครอบครัวของท่านแต่เดิมมีอาชีพทำนา เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี เข้ารับการคัดเลือกของราชการทหารให้เข้ารับราชการ หรือที่เราเรียกกันว่า “เกณฑ์ทหาร” ในที่สุดท่านก็ต้องเข้ารับใช้ชาติเป็นทหารรักษาพระองค์อยู่ถึง 2 ปี ได้กลับมาช่วยครอบครัว บิดา มารดา ของท่านทำงานอย่างขยันขันแข็งจนผู้คนในหมู่บ้าน และละแวกใกล้เคียง ชื่นชมยินดีส่งเสริมให้การทำงานอย่างจริงจังของท่าน ชีวิตความเป็นอยู่ก็อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามจนชาวบ้านในท้องถิ่นต่างเสนอให้ทางราชการแต่งตั้งท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2489 ผู้ใหญ่พุฒก็ตัดชีวิตทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรในรูปพระสงฆ์ ณ พัทธสีมา วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน โดยมีเจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลี่ยน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า สุนทโร
เมื่อหลวงพ่อพุฒ หรือพระภิกษุพุฒในสมัยนั้น อุปสมบทใหม่ ๆ ท่านก็มีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัย และเมื่อท่านมีโอกาส ท่านก็ศึกษาตำรับตำราต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะแปลกกว่าพระรูปอื่น เพราะท่านไม่ชอบปล่อยเวลาให้ล่วงไปอย่างไร้ค่า ซึ่งตำรับตำราในสมัยนั้นก็หายากไม่มีมากมายเหมือนในสมัยปัจจุบัน หนังสือที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษส่วนมากก็จะเป็นหนังสือประเภทธรรมะ และตำรายาแผนโบราณ และในปีแรกนั้น พ.ศ. 2489 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ต่อมาอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทและชั้นเอกได้มาโดยลำดับ
หลังจากที่หลวงพ่อพุฒได้อุปสมบทและศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ รวมทั้งได้ออกธุดงค์ได้เพียง 6 พรรษา ในปี พ.ศ. 2495 เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 แห่ง วัดกลางบางพระได้มรณภาพลงตามสังขาร ทางคณะสงฆ์ ชาวบ้าน ตลอดจนกรรมการได้นิมนต์หลวงพ่อพุฒ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระเป็นองค์ที่ 7 สืบต่อมา ได้รับนามว่า “พระอธิการพุฒ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 หลังจากที่พระอธิการพุฒ ในสมัยนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระ ก็ได้ทำการพัฒนาวัด บูรณะปฏิสังขรณ์ เรื่อยมา โดยได้เริ่มมีการวางผังวัดใหม่เพื่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ซึ่งในสมัยนั้นวัดเป็นที่ลุ่มพอสมควร ต้องทำการถมดินเป็นจำนวนมาก โดยได้รับแรงศรัทธาจากชาวบ้านในสมัยนั้น ซึ่งต้องใช้แรงงานคน ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ต่อมาได้ทำการซ่อมแซมบูรณะพระอุโบสถขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ซึ่งในอดีตพระอธิการดาได้ทำการบูรณะซ่อมแซมมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อบูรณะพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญของวัดกลางบางพระ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีเศษ ในด้านการศึกษานั้น หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งให้ดูงานด้านการศึกษามาโดยลำดับ คือ พ.ศ. 2496 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดกลางบางพระ เป็นกรรมการสอบธรรมสนาม หลวง พ.ศ. 2500 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนวัดกลางบางพระ พ.ศ. 2515 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ พ.ศ. 2529 เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล พ.ศ. 2530 เป็นหน่วยรับพิเศษของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2542 หลวงพ่อมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย จึงไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลห้วยพลู ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2542 อาการของหลวงพ่อยัง ไม่ดีขึ้นระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เริ่มไม่มีประสิทธิภาพ รุ่งเช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลาประมาณ 08.45 น. หลวงพ่อได้จากพวกเราไปด้วยอาการอันสงบ คณะศิษยานุศิษย์ได้นำศพของหลวงพ่อกลับมายังวัดกลางบางพระและได้รับพระราชทานน้ำสรงศพ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลา 17.00 น. อย่างสมเกียรติท่ามกลางความอาลัยของคณะศิษยานุศิษย์ สิริรวมอายุของหลวงพ่อได้ 88 ปี 2 เดือน 8 วัน
นามเดิมนั้นท่านมีชื่อว่า พุฒ นามสกุล หาญสมัย เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ปี จอ ณ บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม บิดาของท่านชื่อ นายขำ หาญสมัย มารดาของท่านชื่อนางปาน หาญสมัย ซึ่งท่านมีพี่น้องด้วยกัน 5 คน คือ 1. นางสาวบุญรอด หาญสมัย (ถึงแก่กรรมแล้ว) 2. พระครูสุนทรวุฒิคุณ (หลวงพ่อพุฒ สุนทโร) 3. นางปุ่น นาคละมัย 4. นายปั่น หาญสมัย 5. นางบุญนาค กลั่นสนิท (ถึงแก่กรรมแล้ว)
การศึกษาเล่าเรียนนั้น หลวงพ่อพุฒ ท่านได้ความรู้ติดตัวและได้เรียนมาจากวัด ซึ่งต่อมาหลวงพ่อพุฒได้จบการศึกษาสายสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ครอบครัวของท่านแต่เดิมมีอาชีพทำนา เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี เข้ารับการคัดเลือกของราชการทหารให้เข้ารับราชการ หรือที่เราเรียกกันว่า “เกณฑ์ทหาร” ในที่สุดท่านก็ต้องเข้ารับใช้ชาติเป็นทหารรักษาพระองค์อยู่ถึง 2 ปี ได้กลับมาช่วยครอบครัว บิดา มารดา ของท่านทำงานอย่างขยันขันแข็งจนผู้คนในหมู่บ้าน และละแวกใกล้เคียง ชื่นชมยินดีส่งเสริมให้การทำงานอย่างจริงจังของท่าน ชีวิตความเป็นอยู่ก็อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามจนชาวบ้านในท้องถิ่นต่างเสนอให้ทางราชการแต่งตั้งท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2489 ผู้ใหญ่พุฒก็ตัดชีวิตทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรในรูปพระสงฆ์ ณ พัทธสีมา วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน โดยมีเจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลี่ยน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า สุนทโร
เมื่อหลวงพ่อพุฒ หรือพระภิกษุพุฒในสมัยนั้น อุปสมบทใหม่ ๆ ท่านก็มีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัย และเมื่อท่านมีโอกาส ท่านก็ศึกษาตำรับตำราต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะแปลกกว่าพระรูปอื่น เพราะท่านไม่ชอบปล่อยเวลาให้ล่วงไปอย่างไร้ค่า ซึ่งตำรับตำราในสมัยนั้นก็หายากไม่มีมากมายเหมือนในสมัยปัจจุบัน หนังสือที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษส่วนมากก็จะเป็นหนังสือประเภทธรรมะ และตำรายาแผนโบราณ และในปีแรกนั้น พ.ศ. 2489 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ต่อมาอีก 2 ปี คือในปี พ.ศ. 2491 ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทและชั้นเอกได้มาโดยลำดับ
หลังจากที่หลวงพ่อพุฒได้อุปสมบทและศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ รวมทั้งได้ออกธุดงค์ได้เพียง 6 พรรษา ในปี พ.ศ. 2495 เจ้าอาวาสองค์ที่ 6 แห่ง วัดกลางบางพระได้มรณภาพลงตามสังขาร ทางคณะสงฆ์ ชาวบ้าน ตลอดจนกรรมการได้นิมนต์หลวงพ่อพุฒ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระเป็นองค์ที่ 7 สืบต่อมา ได้รับนามว่า “พระอธิการพุฒ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 หลังจากที่พระอธิการพุฒ ในสมัยนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกลางบางพระ ก็ได้ทำการพัฒนาวัด บูรณะปฏิสังขรณ์ เรื่อยมา โดยได้เริ่มมีการวางผังวัดใหม่เพื่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ซึ่งในสมัยนั้นวัดเป็นที่ลุ่มพอสมควร ต้องทำการถมดินเป็นจำนวนมาก โดยได้รับแรงศรัทธาจากชาวบ้านในสมัยนั้น ซึ่งต้องใช้แรงงานคน ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ต่อมาได้ทำการซ่อมแซมบูรณะพระอุโบสถขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ซึ่งในอดีตพระอธิการดาได้ทำการบูรณะซ่อมแซมมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อบูรณะพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญของวัดกลางบางพระ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีเศษ ในด้านการศึกษานั้น หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งให้ดูงานด้านการศึกษามาโดยลำดับ คือ พ.ศ. 2496 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดกลางบางพระ เป็นกรรมการสอบธรรมสนาม หลวง พ.ศ. 2500 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนวัดกลางบางพระ พ.ศ. 2515 เป็นกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ พ.ศ. 2529 เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล พ.ศ. 2530 เป็นหน่วยรับพิเศษของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2542 หลวงพ่อมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย จึงไปนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลห้วยพลู ต่อมาในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2542 อาการของหลวงพ่อยัง ไม่ดีขึ้นระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เริ่มไม่มีประสิทธิภาพ รุ่งเช้าวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลาประมาณ 08.45 น. หลวงพ่อได้จากพวกเราไปด้วยอาการอันสงบ คณะศิษยานุศิษย์ได้นำศพของหลวงพ่อกลับมายังวัดกลางบางพระและได้รับพระราชทานน้ำสรงศพ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2542 เวลา 17.00 น. อย่างสมเกียรติท่ามกลางความอาลัยของคณะศิษยานุศิษย์ สิริรวมอายุของหลวงพ่อได้ 88 ปี 2 เดือน 8 วัน
อ. ทองแท่ง อภิติวงศ์มานิต จังหวัดชัยภูมิ
อ. ทองแท่ง อภิติวงศ์มานิต 316 หมู่บ้านมอดินแดง ตำบล.รอบเมือง จังหวัด. ชัยภูมิ
ประวัติท่านเป็นคนที่ทำตับลึกลับสันโดษมาตั้งแต่เด็กมีแรงบันดาลใจบางอย่าง ทำให้ถือศีลกินเจตั้งแต่อายุ 8 ขวบ อายุ18 ออกบวชเป็นสามเณร ที่จังหวัดนครสวรรค์ และได้ครอบครูเรียนพระเวทย์กับ พ่อครู พราหมณ์ สุทโธ แห่ง สำนักพยากรณ์ เทวะพราหมณ์จนถึงครูบายุ อุปสมบทเป็นภิกษุ และได้เข้าเรียนวิชากรรมฐานสายหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ และได้เรียนวิชาการออกธุดงค์และสรรพวิชาต่างๆจนสำเร็จแล้วจึงออกธุดงค์ จากนครสวรรค์ไปจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่ทองมา ถาวะโร วัด สว่างท่าสี จนสำเร็จจากนั้นธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาวเขมรเพื่อเรียนวิชาสักยันต์พระเวทย์ต่าง อยู่นานหลายปีซึ่งท่านบอกว่าโหดที่สุดจนท่านเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วและ เมื่อเรียนสำเร็จได้กลับเข้ามาฝั่งไทยอีกครั้งเพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงปู่บุญมา ถาวะโรอายุ 108 ปี บนเขาในจังหวัดชัยภูมิซึ่งชาวชัยภูมิรู้กิติศักดิ์ของท่านดีและขึ้นชื่อว่า ท่านหวงวิชามากศิษย์ท่านมีแค่สองท่านเท่านั้นคือ หลวงพ่อสูงและอาจารย์ทองแท่ง
ท่าน เล่าว่าวันแรกที่เดินธุดงค์ไปถึงหน้าวัดท่านมองขึ้นไปบนฟ้าเหนือวัดปรากฏ อักขระเป็นตัวธรรม(เป็นอักขระวิชาสายอีสาน)ลอยเต็มท้องฟ้าสร้างความประหลาด ใจให้ท่านเป็นอันมาก เมื่อเรียนสำเร็จวิชาธรรมจากหลวงปู่แล้วท่านได้ขอลาหลวงปู่เดินทางไปเรียน วิชาลงนะหน้าทอง และวิชาสร้างวัตถุมงคลและวิชายา น้ำมันว่าน ไสยเวทย์ต่างๆกับอาจารย์ทั้งที่เป็นพระและฆราวาสอีกหลายท่าน รวมแล้วเป็นเวลานานถึง 10 ปี จากนั้นท่านได้ ธุดงค์ไปถึงจังหวัดสกลนครและได้จำพรรษาที่บ้านนาเรืองและได้สร้างวัดที่นั่นชื่อว่าวัดดอนขาม เมื่อสร้างวัดเสร็จ ท่านได้ ไปสร้างวัดอีก วัดหนึ่งชื่อวัดเจริญสุขรังสี อยู่ในจังหวัดสกลนครเช่นกัน และ ยังอยู่เบื้องหลังในการสร้างสำนักสงฆ์พุทธรังสีในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งชื่อวัดท่านเป็นผู้ตั้งชื่อด้วยตนเองโดยมีศิษย์สายวิชาท่านเป็นเจ้า อาวาสรวมแล้วท่านอยู่ในร่ม กาสาวะพัส ได้ 18 พรรษาก่อนที่จะลา สิขาอกมานุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญตนจากนั้นท่านได้รับการครอบครูองค์เทพจากปู่ ฤาษีนาคาจากอาศรมติดฝั่งโขงแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม และได้กลับมาตั้งสำนักในจังหวัดชัยภูมิ สักยันต์ ลงนะหน้าทองช่วยเหลือศิษย์ทั้งไทยและต่างประเทศอยู่ที่สำนักทุกวันยกเว้นวัน พุธที่ท่านไม่รับสักยันต์ และถ้าลูกศิษย์คนใดมีปัญหาทุกร้อนอันใดโทรมาหาท่านได้ตลอด ท่านเล่าว่าบางคนตีหนึ่งตีสองโทรมาก็มีท่านก็รับไม่เคยปิดโทรศัพท์
ประวัติท่านเป็นคนที่ทำตับลึกลับสันโดษมาตั้งแต่เด็กมีแรงบันดาลใจบางอย่าง ทำให้ถือศีลกินเจตั้งแต่อายุ 8 ขวบ อายุ18 ออกบวชเป็นสามเณร ที่จังหวัดนครสวรรค์ และได้ครอบครูเรียนพระเวทย์กับ พ่อครู พราหมณ์ สุทโธ แห่ง สำนักพยากรณ์ เทวะพราหมณ์จนถึงครูบายุ อุปสมบทเป็นภิกษุ และได้เข้าเรียนวิชากรรมฐานสายหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ และได้เรียนวิชาการออกธุดงค์และสรรพวิชาต่างๆจนสำเร็จแล้วจึงออกธุดงค์ จากนครสวรรค์ไปจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่ทองมา ถาวะโร วัด สว่างท่าสี จนสำเร็จจากนั้นธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาวเขมรเพื่อเรียนวิชาสักยันต์พระเวทย์ต่าง อยู่นานหลายปีซึ่งท่านบอกว่าโหดที่สุดจนท่านเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วและ เมื่อเรียนสำเร็จได้กลับเข้ามาฝั่งไทยอีกครั้งเพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงปู่บุญมา ถาวะโรอายุ 108 ปี บนเขาในจังหวัดชัยภูมิซึ่งชาวชัยภูมิรู้กิติศักดิ์ของท่านดีและขึ้นชื่อว่า ท่านหวงวิชามากศิษย์ท่านมีแค่สองท่านเท่านั้นคือ หลวงพ่อสูงและอาจารย์ทองแท่ง
ท่าน เล่าว่าวันแรกที่เดินธุดงค์ไปถึงหน้าวัดท่านมองขึ้นไปบนฟ้าเหนือวัดปรากฏ อักขระเป็นตัวธรรม(เป็นอักขระวิชาสายอีสาน)ลอยเต็มท้องฟ้าสร้างความประหลาด ใจให้ท่านเป็นอันมาก เมื่อเรียนสำเร็จวิชาธรรมจากหลวงปู่แล้วท่านได้ขอลาหลวงปู่เดินทางไปเรียน วิชาลงนะหน้าทอง และวิชาสร้างวัตถุมงคลและวิชายา น้ำมันว่าน ไสยเวทย์ต่างๆกับอาจารย์ทั้งที่เป็นพระและฆราวาสอีกหลายท่าน รวมแล้วเป็นเวลานานถึง 10 ปี จากนั้นท่านได้ ธุดงค์ไปถึงจังหวัดสกลนครและได้จำพรรษาที่บ้านนาเรืองและได้สร้างวัดที่นั่นชื่อว่าวัดดอนขาม เมื่อสร้างวัดเสร็จ ท่านได้ ไปสร้างวัดอีก วัดหนึ่งชื่อวัดเจริญสุขรังสี อยู่ในจังหวัดสกลนครเช่นกัน และ ยังอยู่เบื้องหลังในการสร้างสำนักสงฆ์พุทธรังสีในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งชื่อวัดท่านเป็นผู้ตั้งชื่อด้วยตนเองโดยมีศิษย์สายวิชาท่านเป็นเจ้า อาวาสรวมแล้วท่านอยู่ในร่ม กาสาวะพัส ได้ 18 พรรษาก่อนที่จะลา สิขาอกมานุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญตนจากนั้นท่านได้รับการครอบครูองค์เทพจากปู่ ฤาษีนาคาจากอาศรมติดฝั่งโขงแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม และได้กลับมาตั้งสำนักในจังหวัดชัยภูมิ สักยันต์ ลงนะหน้าทองช่วยเหลือศิษย์ทั้งไทยและต่างประเทศอยู่ที่สำนักทุกวันยกเว้นวัน พุธที่ท่านไม่รับสักยันต์ และถ้าลูกศิษย์คนใดมีปัญหาทุกร้อนอันใดโทรมาหาท่านได้ตลอด ท่านเล่าว่าบางคนตีหนึ่งตีสองโทรมาก็มีท่านก็รับไม่เคยปิดโทรศัพท์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










